ปัญหาและความเสื่อมโทรม

ปัญหาที่ก่อให้เกิดความเสื่อมโทรมของแนวปะการังขึ้นกับอิทธิพลของกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นในบริเวณแนวปะการัง ซึ่งถ้าแนวปะการังถูกทำลายจนเสื่อมโทรมความสมดุลของระบบนิเวศก็จะถูกทำลายไปด้วย ก่อให้เกิดผลกระทบต่อทรัพยากรประมงในบริเวณแนวปะการังและบริเวณใกล้เคียง และทำให้เกิดการพังทลายของชายหาดที่สวยงาม ส่งผลต่อกิจกรรมการท่องเที่ยวได้ สาเหตุและแนวโน้มของปัญหาที่ก่อให้เกิดความเสื่อมโทรมของแนวปะการังมีดังนี้

1. ผลกระทบจากธรรมชาติต่อแนวปะการัง  

ปัญหาจากธรรมชาตินั้นมีได้หลายรูปแบบ ได้แก่ การระบาดของดาวมงกุฎหนาม  เนื่องจากปลาดาวมงกุฎหนามเป็นสัตว์กินปะการังเป็นอาหารโดยตรง  เมื่อมันเพิ่มจำนวนขึ้นมากก็จะมีการกินปะการังมากขึ้น  ผลกระทบจากการเกิดพายุ และคลื่นลม คลื่นและกระแสลมที่แรงจะทำให้กิ่งก้านของปะการัง เกิดการแตกหักเสียหายได้มาก ผลกระทบส่วนใหญ่จะเกิดในปะการังกิ่งมากกว่าปะการังก้อน โดยกลุ่มของปะการังจะฟื้นตัวภายใน 1 ปี โดยพายุจะส่งผลให้ความหลากหลายของปะการังลดลงได้ แต่มันจะมีการเพิ่มขึ้นอีกครั้งเมื่อได้รับแสงสว่าง สามารถเติบโตเพิ่มโคโลนีได้ต่อไป   ผลจากการลดลงของระดับน้ำอย่างผิดปกติ ทำให้ปะการังได้รับแสงเป็นเวลานานเกินไป อาจให้สาหร่ายซูแซนเทลลี่ตาย ส่งผลต่อปะการังได้

ปะการังฟอกขาว การระบาดของดาวมงกุฎหนาม

2. ผลกระทบจากมนุษย์ต่อแนวปะการัง

การที่มนุษย์เข้าไปในแนวปะการังย่อมเกิดผลกระทบต่อแนวปะการังอย่างแน่นอน  กิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ที่เราพบบริเวณรอบเกาะหรือชายฝั่งนั้นเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดปัญหาต่อสภาพแวดล้อมในทะเล

ในพื้นที่ท้องถิ่นบริเวณเกาะ ประชากรค่อนข้างจะมีขนาดเล็ก การป้องกันสภาพแวดล้อมทางทะเลของพื้นที่ขนาดเล็กนั้นทำได้โดยการเริ่มต้นจากคนในครอบครัว หรือหมู่บ้าน  ประชากรแต่ละคนในกลุ่มนี้มีความรู้เกี่ยวกับทรัพยากรทางทะเลอย่างดี  เขาสามารถใช้ทรัพยากรทางทะเลโดยไม่ทำลายระบบนิเวศแนวปะการัง เขาจะสร้างการใช้ประโยชน์ทรัพยากรแบบยั่งยืน (ecologically sustainable)

การเติบโตอย่างรวดเร็วของประชากร ชักนำการทำประมงแบบใหม่และเครื่องมือแบบตะวันตกหรือจากต่างชาติเข้ามาแทนที่วิธีการทำประมงแบบดั้งเดิม จึงทำให้เกิดการทำลายระบบนิเวศแนวปะการัง  การทำลายแนวปะการังหลาย ๆ ครั้งนั้นเกิดจากการเพิ่มขึ้นของประชากรบริเวณชายฝั่งโดยตรง  ปัญหาที่เกิดขึ้น ได้แก่

  • น้ำเสีย (Sewage pollution)

น้ำเสียนั้นจะประกอบด้วยสารอาหารจำนวนมาก เช่น ไนเตรท และฟอสเฟต  การเพิ่มขึ้นของสารอาหารในน้ำทำให้สาหร่ายสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็ว  สาหร่ายแข่งขันแย่งพื้นที่กับปะการัง ดังนั้นบางครั้งสาหร่ายเติบโตครอบคลุมก้อนปะการัง ทำให้ปะการังตาย

กรณีศึกษา อ่าวKanehoe

ผลกระทบจากมลพิษที่มีสาเหตุจากน้ำเสียนั้นเคยเกิดขึ้นที่อ่าว Kanehoe เกาะฮาวาย ซึ่งอ่าวนี้มีปะการังที่สวยงาม  ในปี ค.ศ. 1950 ประชากรของเกาะฮาวายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงเป็นผลให้มีการปล่อยน้ำเสียปริมาณมากลงในอ่าว ส่งผลให้ธาตุอาหารที่อยู่ในน้ำเสีย เช่นปุ๋ยเพิ่มการเติบโตของสาหร่ายและวัชพืช ดังนั้นสาหร่ายและวัชพืชจึงเติบโตอย่างรวดรวด เกิดการแข่งขันเรื่องพื้นที่กับปะการัง ไม่นานทั้งอ่าวก็ปกคลุมไปด้วยสาหร่ายและวัชพืช  รวมทั้งสัตว์น้ำที่กินอาหารด้วยการกรองกิน  เช่น เพรียงหัวหอม ฟองน้ำ ไส้เดือนทะเล  

ในขณะที่ปะการังตายลงเกือบทั้งหมด ต่อมา ในปี ค.ศ. 1978  กลุ่มนักวิทยาศาสตร์และสาธารณะชนได้สร้างกระแสกดดัน ทำให้ปล่อยน้ำเสียไกลฝั่งห่างจากอ่าวมากขึ้น  ปะการังปริมาณน้อยที่เหลืออยู่นั้นก็มีการเติบโตและสืบพันธุ์  ประชากรสาหร่ายและวัชพืชก็ลดลงอย่างรวดเร็ว เมื่อไม่มีธาตุอาหารจากน้ำเสีย สาหร่ายก็ไม่สามารถเติบโตได้เร็วเท่ากับปะการัง ปะการังก็ยึดพื้นที่คืนมา

  • คราบน้ำมันและน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม

เมื่อเกิดน้ำมันรั่วครอบคลุมพื้นที่ชายฝั่ง ก็จะฆ่าสัตว์น้ำและเกิดการปนเปื้อนในตะกอนและน้ำบริเวณรอบ ๆ   คราบน้ำมันก็จะติดอยู่บนก้อนปะการังที่โผล่พ้นน้ำขณะน้ำลง ทำให้ปะการังและสัตว์อื่น ๆหายใจไม่ได้  ส่วนน้ำเสียจากอุตสาหกรรมนั้นมาจากโรงงานที่ผลิตขึ้นเพื่อมนุษย์ เช่น สารเคมีที่ใช้ฆ่าศัตรูพืช  ซึ่งถ้าหากล้างลงสู่ทะเลก็จะทำลายระบบนิเวศในทะเล

  • การทิ้งขยะไม่เป็นที่เป็นทาง

ขยะ  ได้แก่ พลาสติกและโลหะนั้นอาจจะถูกโยนลงในทะเล  สัตว์ในทะเลอาจจะเข้าใจผิดคิดว่าขยะเหล่านี้เป็นอาหารของมัน  และพยายามกินอาหารเหล่านี้  บางครั้งสัตว์ก็เข้าไปติดอยู่ในขยะ เช่น พลาสติกที่ทิ้งไว้บริเวณที่ไปวางอวน  แล้วพลาสติกพันปลายุ่งเหยิงจนปลาไม่สามารถดินหลุดออกมาได้ ทำให้มันบาดเจ็บหรือตายในที่สุด

  • การทำลายหน้าดิน

การเพิ่มขึ้นของดินตะกอนนั้นมาจากการใช้ประโยชน์ที่ดิน จากการถากถางพื้นที่ป่าทำให้หน้าดินโผล่นั้น  ในช่วงที่ฝนตกหนัก ดินจะถูกชะล้างลงสู่ทะเล  ดินตะกอนก็จะไปปกคลุมสัตว์ที่เกาะอยู่กับที่เช่น ปะการัง และฟองน้ำ ทำให้สัตว์เหล่านี้หายใจไม่ออก  และถ้าหากถากถางดินเพื่อใช้ในการเกษตรกรรม น้ำที่ไหลลงสู่แนวปะการังก็จะประกอบด้วยสารเคมี เช่น ยาฆ่าหญ้า และปุ๋ยหรือสารอาหารอีกด้วย

  • การทำประมงมากเกินกำลังและการใช้เครื่องมือแบบทำลายล้าง

การทำประมงมากเกินกำลัง เกิดเมื่อมีการจับสัตว์ที่ต้องการจำนวนมากเกินไป ออกจากแนวปะการัง ทำให้ปลาตัวเต็มวัยที่เหลืออยู่มีไม่เพียงพอในการสืบพันธุ์ และคงขนาดของประชากรไว้  สัตว์ชนิดนั้นก็จะกลายเป็นสัตว์ที่หายากหรือกำลังสูญพันธุ์
การนำอุปกรณ์ทำประมง เช่น ตาข่ายไนลอนมาใช้ เป็นการเพิ่มจำนวนสัตว์ที่จับได้มากขึ้นและยังทำให้เกิดการทำประมงมากเกินกำลังอีกด้วย ส่วนการทำประมงโดยใช้เครื่องมือแบบทำลายล้างเช่น การวางระเบิด และวางยาเบื่อปลานั้นเป็นการฆ่าสัตว์แบบไม่มีการเลือก  การใช้ระเบิด นั้นจะทำลายโครงสร้างแนวปะการัง ซึ่งทำให้สูญเสียพื้นที่อาศัยสำหรับสัตว์ที่อาศัยอยู่ในแนวปะการัง และนำไปสู่การทำประมงเกินกำลัง

  • การเก็บปะการัง

บางประเทศมีการสะสมปะการังเพื่อใช้เป็นวัสดุก่อสร้าง  นอกจากนี้ยังมีการใช้ประโยชน์ปะการังเป็นของที่ระลึกและตกแต่งในตู้ปลา  การนำก้อนปะการังออกจากแนวปะการังนั้นมีความสำคัญ  ทั้งนี้เนื่องจากชีวิตสัตว์จำนวนมากขึ้นอยู่กับปะการังทั้งในเรื่องของอาหารและที่อยู่อาศัย
นอกจากนี้การเพิ่มขึ้นของขนาดประชากรของมนุษย์มีผลกระทบบางประการแม้ว่าจะไม่มีความสัมพันธ์โดยตรงก็ตาม

  • ปัญหาจากการท่องเที่ยวในแนวปะการัง

                การพัฒนาการท่องเที่ยวก็สามารถกลายเป็นอันตรายขนาดใหญ่สำหรับแนวปะการังได้เช่นกัน โรงแรม หรือรีสอร์ทขนาดใหญ่ที่อยู่บนฝั่งใกล้กับแนวปะการังนั้น สามารถทำลายแนวปะการังได้ เนื่องจากน้ำเสียที่เป็นอินทรีย์สารนั้นอาจปล่อยลงบนแนวปะการัง เหตุการณ์เช่นนี้สามารถหลีกเลี่ยงได้โดยการบำบัดน้ำเสียและปล่อยลงที่ไกลจากแนวปะการัง  
การทำลายอื่น ๆ นั้นเกิดจากการไม่มีประสบการณ์ หรือการดำน้ำอย่างไม่ระมัดระวัง และการทอดสมอเรือ ซึ่งทำให้ปะการังแตกหัก และในบางครั้ง ทำให้เกิดการทำลายสัตว์จำนวนมากในแนวปะการังเพื่อนำมาทำเป็นของที่ระลึกขายนักท่องเที่ยว

  • การพัฒนาแนวชายฝั่ง

เมื่อมีประชากรเข้ามาใช้พื้นที่เพิ่มขึ้น ก่อให้เกิดการพัฒนาแนวชายฝั่งมากขึ้นด้วย มีการนำเอากิจกรรม และสิ่งปลูกสร้างต่างๆ เข้ามาในพื้นที่ชายฝั่ง เช่น การใช้พื้นที่เพื่ออุตสาหกรรม สร้างที่อยู่อาศัย สถานที่พักผ่อนหย่อนใจ สนามบิน การก่อสร้างท่าเรือ การขุดรอก และอื่นๆ อีกมากมาย   ซึ่งกิจกกรมเหล่านี้จะไปรบกวนการไหลเวียนของระบบน้ำ ทำให้รูปแบบการทับถมของตะกอนดินเปลี่ยนแปลงไปอาจเกิดตะกอนทับถมในแนวปะการังเพิ่มมากขึ้นจนทำให้ปะการังตายในที่สุด


การฟอกขาวของปะการัง


การฟอกขาวของปะการังสามารถเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงแรงกดดันที่เกิดขึ้นกับปะการัง  ปะการังที่มีการฟอกขาวนั้น ปะการังจะมีสีขาวหรือสีจาง ซึ่งเป็นผลมาจากการสูญเสียสาหร่ายซูแซนเทลลี่ออกไปอย่างกะทันหัน หรือจะเกิดขึ้นเมื่อสาหร่ายขับเม็ดสีออกไป การฟอกขาวเป็นการตอบสนองทางกายภาพ ของสาหร่ายและปะการังต่อแรงกดดันของสภาพแวดล้อมในธรรมชาติ หรือการรบกวนของมนุษย์

การฟอกขาวนี้จะพบหลังจากที่อุณหภูมิของน้ำสูงมากผิดปกติ  อย่างไรก็ตามปะการังสามารถมีสีขาวได้เหมือนกันถ้าถูกดาวหนามกิน  เพียงเวลาไม่กี่วันหลังจากถูกกิน ก้อนปะการังก็จะถูกปกคลุมด้วยสาหร่าย ปะการังที่ฟอกขาวนั้นอาจจะสร้างซูแซนเทลลี่ขึ้นมาใหม่โดยการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ หรือโดยการจับสาหร่ายซูแซนเทลลี่จากมวลน้ำเมื่อสภาพแวดล้อมกลับสู่สภาวะปกติ

ระบบนิเวศปะการัง

 

พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยา ๕๐ พรรษา สยามบรมราชกุมารี