ระบบนิเวศป่าชายเลน (Mangrove ecosystem)

ป่าชายเลน หรือ ป่าโกงกาง หรือ ป่าพังกา มีชื่อเป็ นภาษาอังกฤษว่า “mangrove forest” หรือ “intertidal forest” เป็นกลุ่มสังคมพืชซึ่งขึ้นอยู่ ในเขตนํ้าขึ้นน้ำลงตํ่าสุด ป่าชนิดนี้ได้ มีการค้ นพบเป็นครั้งแรกในสมัยของ โคลัมบัส (Columbus) โดยพบอยู่ทางชายฝั่งตะวันตกของเกาะคิวบา "mangrove" มาจากภาษาโปรตุเกส คําว่า “mangue” ซึ่งหมายถึง กลุ่มสังคมพืชที่ขึ้นอยู่ ตามชายฝั่งทะเลดินเลน และใช้ กันแพร่ หลายในประเทศแถบลาตินอเมริกา ส่วนประเทศอื่นๆ ก็ใช้ เรียกตามภาษาของตัวเอง เช่ น ประเทศมาเลเซีย ใช้ คําว่ า “manggi-manggi” ประเทศที่ใช้ ภาษาฝรั่งเศสเรียกป่าชายเลนว่า “manglier” สําหรับประเทศไทยนิยมเรียกป่าชนิดนี้ว่า “ป่าชายเลน” หรือ “ป่าโกงกาง” หรือ “ป่าพังกา”
ป่ าชายเลน เป็นสังคมพืชที่ขึ้นอยู่ตามบริเวณชายฝั่งทะเล ปากแม่น้ำ หรืออ่าว ซึ่งเป็นบริเวณที่มีระดับนํ้าทะเลท่วมถึงในช่ วงที่นํ้าทะเลขึ้นสูงสุด หรือหมายถึง สังคมพืชที่ประกอบด้วยพรรณไม้หลายชนิด หลายตระกูล และเป็นพวกที่มีใบเขียวตลอดปี (evergreen species) ซึ่งมีลักษณะทางสรีระวิทยาและความต้องการสิ่งแวดล้อมที่คล้ายกัน ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบด้วยพรรณไม้ สกุลโกงกาง (Rhizophora) เป็นไม้ สําคัญและมีไม้ ตระกูลอื่นปะปนอยู่ บ้าง

กำเนิดของป่าชายเลน

ป่าชายเลนพบได้ทั่วไปตามพื้นที่ชายฝั่งทะเล บริเวณปากแม่น้ำ อ่าว ทะเลสาบ ลำคลอง และเกาะที่มีน้ำทะเลท่วมถึง โดยพื้นที่ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการเกิดป่าชายเลน คือ อ่าวที่มีน้ำนิ่งๆ และมีแม่น้ำสายใหญ่ๆ ไหลลงมา ดังนั้น เมื่อกระแสน้ำในแม่น้ำลำคลองไหลลงมาปะทะกับกระแสน้ำทะเล กระแสน้ำในแม่แม่น้ำก็จะเบาลงและหยุดนิ่ง เมื่อน้ำนิ่งพวกโคลนเลนและตะกอนต่างๆ ที่ไหลปะปนมากับกระแสน้ำก็จะจมลง การตกตะกอนของดินโคลนเหล่านี้จะทำให้เกิดแผ่นดินโคลนหรือเลนบริเวณท้องอ่าว

ดินเลนหรือดินโคลนนี้ มีลักษณะเหมาะสมแก่พรรณไม้ต่างๆ ที่ขึ้นตามป่าชายเลน เช่น ไม้โกงกาง ไม้ลาน ไม้ประสัก ไม้แสม ไม้โปรง ไม้ฝาด ฯลฯ เนื่องจากไม้เหล่านี้สามารถแพร่พันธุ์ด้วยเมล็ดโดยทางน้ำได้เป็นระยะทางไกลๆ เมื่อเมล็ดของไม้เหล่านี้ลอยไปติดอยู่ตามแผ่นดินโคลนหรือเลนที่เกิดขึ้นใหม่ก็จะพากันงอกเป็นต้น ในไม่ช้าแผ่นดินเลนนั้นก็จะเต็มไปด้วยต้นไม้ กลายเป็นป่าทึบ ซึ่งประกอบด้วยพรรณไม้ต่างๆ ในป่าชายเลน เมื่อป่าเหล่านี้เจริญเติบโตต่อไปก็จะก่อให้เกิดแผ่นดินเลนผืนใหม่ต่อไป ส่วนป่าชายเลนตอนบน หรือตอนในที่อยู่ถัดเข้าไปในแม่น้ำ ลำคลอง หรือลำห้วยนั้นค่อยๆ แปรสภาพเป็นป่าบกขึ้นทีละน้อย เนื่องจากป่าชายเลนช่วยทำให้มีแผ่นดินใหม่งอกออกไปทางริมทะเล แต่พื้นดินตอนในๆ ไกลจากฝั่งทะเลออกไปก็ค่อยตื้นเขินขึ้นที่ละน้อย ไม่เหมาะกับความเป็นอยู่ของพรรณไม้ที่ชอบขึ้นบนเลน ในที่สุดป่าชายเลนบริเวณนั้นก็จะเปลี่ยนเป็นป่าบกในที่สุด

การกระจายพื้นที่ป่าชายเลนของโลก

พื้นที่ป่าชายเลนของโลกทั้งหมดมีประมาณ 182,801.1 ตร.กม. ซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในเขตร้อน 3 เขตใหญ่ คือ เขตร้อนแถบเอเชีย พื้นที่ประมาณ 84,704.80 ตร.กม. หรือ ร้อยละ 46.4 ของพื้นที่ป่าชายเลนทั้งหมด ประเทศที่มีพื้นที่ป่าชายเลนมากที่สุดในเขตร้อนเอเชียและมากที่สุดของโลก คือ ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งมีพื้นที่ป่าชายเลนประมาณ 42,818.4 ตร.กม. เขตร้อนอเมริกามีพื้นที่ป่าชายเลนทั้งหมดประมาณ 63,829.6 ตร.กม. หรือร้ อยละ 34.9 ของพื้นที่ป่ าชายเลนทั้งหมด ในเขตร้อนอเมริกา ประเทศที่มีพื้นที่ป่ าชายเลนมากที่สุดและเป็ นประเทศที่มีป่ าชายเลนมากเป็ นที่สองของโลก ซึ่งรองจากประเทศอินโดนีเซีย ได้ แก่ ประเทศบราซิล โดยมีพื้นที่ป่ าชายเลนประมาณ 25,181.3 ตร.กม. เขตร้ อนอัฟริกา มีพื้นที่ป่ าชายเลนน้ อยที่สุดประมาณ 34,266.7 ตร.กม. หรือร้อยละ 18.7 ของพื้นที่ป่าชายเลนทั้งหมด ประเทศที่มีป่าชายเลนมากที่สุดในเขตร้อน อัฟริกา คือ ประเทศไนจีเรีย ซึ่งมีพื้นที่ป่ าชายเลน 9,770.3 ตร.กม.

การกระจายของพื้นที่ป่าชายเลนในประเทศไทย

ประเทศไทยมีจังหวัดชายฝั่งทะเลทั้งหมด 24 จังหวัด แต่ป่าชายเลนในประเทศไทย ู่กระจัดกระจายตามชายฝั่งทะเล ภาคตะวันออก ภาคกลาง และภาคใต้ รวม 23 จังหวัด (ยกเว้นจังหวัดนราธิวาส) จากข้อมูลพื้นที่ป่าชายเลน ปี พ.ศ. 2547 โดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พบว่า ประเทศไทยมีพื้นที่ป่าชายเลนทั้งสิ้น 2,758.05 ตารางกิโลเมตร โดยภาคตะวันออก มีพื้นที่ป่าชายเลน 227.49 ตารางกิโลเมตร ภาคกลางมีพื้นที่ป่าชายเลน 96.51 ตารางกิโลเมตร ภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยมีพื้นที่ 715.51 ตารางกิโลเมตร และภาคใต้ฝั่งทะเลอันดามันมีพื้นที่ป่าชายเลน 1,718.54 ตารางกิโลเมตร โดยจังหวัดที่มีพื้นที่ป่าชายเลนมากที่สุด ได้แก่ จังหวัดพังงา มีพื้นที่ 417.11 ตารางกิโลเมตร รองลงมาได้แก่ จังหวัดสตูล มีพื้นที่ 347.21ตารางกิโลเมตร และจังหวัดกระบี่ 350.14 ตารางกิโลเมตร

ภาคกลาง จังหวัดที่พบป่าชายเลน ได้แก่ บริเวณที่ติดกับชายฝั่งทะเลของจังหวัดสมุทรปราการ กรุงเทพฯ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์

ภาคตะวันออก ป่าชายเลนแพร่กระจายอยู่ตามชายฝั่งทะเลของจังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด และฉะเชิงเทรา

ภาคใต้ฝั่งตะวันตก หรือฝั่งทะเลอันดามัน เกิดเป็นแนวยาวติดต่อกัน ในเขตจังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล

ภาคใต้ภาคตะวันออก หรือด้านอ่าวไทย จะพบตามปากน้ำและลำน้ำใหญ่ๆ ในจังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา และปัตตานี

ตารางที่ 1.3 ข้อมูลพื้นที่ป่าชายเลนของประเทศไทย ปี พ.ศ. 2522-2547 (หน่วย: ตารางกิโลเมตร)

จังหวัด

พ.ศ.2522

พ.ศ.2529

พ.ศ.2532

พ.ศ.2534

พ.ศ.2536

พ.ศ.2539

พ.ศ.2547

ภาคกลาง

312.32

10.16

5.96

4.06

53.63

54.49

96.51

สมุทรปราการ

10.40

1.03

-

-

3.12

2.97

6.35

กรุงเทพมหานคร

-

-

-

-

2.00

1.98

3.09

สมุทรสาคร

144.16

1.42

-

-

18.19

16.96

33.32

สมุทรสงคราม

76.48

0.49

-

-

9.24

11.45

12.76

เพชรบุรี

77.92

5.77

4.89

3.36

20.68

20.70

38.45

ประจวบคีรีขันธ์

3.36

1.45

1.07

0.70

0.40

0.43

2.54

ภาคตะวันออก

441.44

279.81

207.09

110.84

130.48

126.58

227.49

ตราด

98.40

88.18

86.38

77.50

76.68

75.34

103.70

จันทบุรี

240.64

145.07

86.96

26.63

40.72

38.93

89.77

ระยอง

46.08

24.18

17.58

1.54

6.80

6.56

16.72

ชลบุรี

33.12

14.98

10.48

1.50

0.92

0.92

4.45

ฉะเชิงเทรา

23.20

7.40

5.69

3.67

5.36

4.83

12.85

ภาคใต้

2,119.32

1,674.39

1,592.54

1,623.31

1,502.71

1,494.75

2334.1

ชุมพร

69.28

36.26

22.65

18.18

32.93

31.52

71.18

สุราษฏร์ธานี

58.08

42.84

37.67

22.04

31.64

31.34

83.51

นครศรีธรรมราช

128.32

88.35

85.21

80.25

79.96

84.16

280.12

พัทลุง

16.32

1.05

0.84

0.60

1.28

1.41

97.21

สงขลา

51.84

9.65

6.88

2.29

5.48

6.23

46.47

ปัตตานี

13.92

18.28

17.59

16.44

12.95

11.05

37.07

ระนอง

225.92

216.14

211.82

194.70

193.08

192.37

250.92

พังงา

487.16

364.20

356.26

335.10

307.16

304.42

417.11

ภูเก็ต

28.48

19.35

17.86

15.54

15.48

15.12

22.80

กระบี่

317.60

303.12

296.43

319.15

285.27

282.73

350.14

ตรัง

328.64

262.76

250.40

308.49

243.28

240.96

330.36

สตูล

393.76

312.39

288.93

310.53

294.20

293.44

347.21

รวม

2,873.08

1,964.36

1,805.59

1,738.21

1,686.82

1,675.82

2,758.05

สถานภาพป่าชายเลนในประเทศไทย

ปัจจุบันพบว่า พื้นที่ป่าชายเลนของประเทศไทยได้ลดจำนวนลงอย่างมาก เนื่องจากอดีตที่ผ่านมาพื้นที่ป่าชายเลนของประเทศถูกบุกรุกและเปลี่ยนสภาพไปเพื่อการใช้ประโยชน์ต่างๆ จนทำให้พื้นที่ป่าชายเลนลดลง สำหรับอัตราการลดลงของพื้นที่ป่าชายเลนนั้นอยู่ในอัตราค่อนข้างสูงเมื่อเปรียบเทียบกับพื้นที่ป่าชายเลนทั้งประเทศ จากการศึกษาการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าชายเลนโดยการแปลภาพถ่ายทางอากาศในปี พ.ศ. 2504 มีป่าชายเลนทั้งหมดประมาณ 3,679.00 ตารางกิโลเมตร ต่อมาในปี 2518 ปรากฏว่ามีพื้นที่ป่าชายเลนเหลือประมาณ 3,127.32 ตารางกิโลเมตร และในปี 2522 มีพื้นที่ป่าชายเลนเหลือประมาณ 2,873.08 ตารางกิโลเมตร ส่วนปี 2528 มีเนื้อที่ป่าชายเลนเหลืออยู่ 2,686.96 ตารางกิโลเมตร และจากการสำรวจปี 2539 พบว่าพื้นที่ป่าชายเลนของประเทศเหลืออยู่ 1,675.82 ตารางกิโลเมตร และจากการสำรวจครั้งล่าสุดปี 2547 พบว่า ป่าชายเลนของประเทศไทยมีเนื้อที่ 2,758.05 ตารางกิโลเมตร โดยช่วงปี 2522-2528 เป็นช่วงที่มีอัตราการทำลายป่าชายเลนสูงที่สุด

เดิมในปี 2504 มีป่าชายเลนทั้งหมด 22 จังหวัด แต่ในปี 2532 เหลือพื้นที่ป่าชายเลนเพียง 19 จังหวัดเท่านั้น โดยจังหวัดสมุทรปราการ สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม พื้นที่ป่าชายเลนได้หมดลงอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากการพัฒนาการเพาะเลี้ยงชายฝั่ง โดยเฉพาะการทำนากุ้ง รวมถึงการขยายตัวทางเศรษฐกิจและสังคม ทำให้มีการบุกรุกพื้นที่ป่าชายเลนจำนวนมาก

หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ป่าชายเลนได้มีการรณรงค์ปลูกป่าโกงกางทดแทนเพื่อให้พื้นที่ป่าชายเลนกลับมาดังเช่นในอดีต แม้ว่าจะไม่สามารถทดแทนได้ทั้งหมดแต่ก็สามารถช่วยให้พื้นที่ป่าชายเลนของประเทศไทยในปัจจุบันเพิ่มขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

ตารางที่ 1.4 การลดลงของพื้นที่ป่าชายเลนระหว่างปี 2504-2547

ช่วงระยะเวลา

การลดลงของพื้นที่ป่าชายเลน (ตร.กม.)

2504-2518 (14 ปี)

552.00

2518-2522 (4 ปี)

254.00

2522-2528 (6 ปี)

908.72

2529-2534 (5 ปี)

228.20

2534-2536 (2 ปี)

49.25

2536-2539 (3 ปี)

11.00

2539-2547 (8 ปี)

เพิ่มขึ้น 1,082.23

ระบบนิเวศป่าชายเลน

 

พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยา ๕๐ พรรษา สยามบรมราชกุมารี